Showing 24 results

Archival description
Sub-file
Print preview View:

ห้องเบิกโรง

เป็นภาพยนตร์แนะนำตัวละครทั้ง 7 ที่จะปรากฏอยู่ในนิทรรศการเรียงความประเทศไทย ที่จะพาผู้เข้าชมย้อนกลับไปสู่เรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิด จากสุวรรณภูมิสู่สยามประเทศ ถึงประเทศไทย เพื่อค้นหาคำตอบว่าเราคือใคร และอะไรคือไทยแท้

ห้องไทยแท้

เป็นห้องที่ทำให้เกิดความอยากรู้ว่าไทยแท้คืออะไร และเป็นอย่างไรจึงเรียกว่าไทยแท้
ไทยแท้ มาจากผสมผสาน เลือกรับปรับและใช้ ได้อย่างสมบูรณ์แบบและลงตัว
การไหว้ มวยไทย ส้มตำ ตัวอักษรไทย ดนตรีไทย รำไทย ล้วนแล้วแต่มีรากที่มีหลากหลาย

ห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิ

เปิดตำนานสุวรรณภูมิ แสดงถึงวิวัฒนาการสังคมก่อนจะมาเป็นบรรพบุรุษชาวสุวรรณภูมิ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า “สุวรรณภูมิ” คือชื่อที่ชาวโลกเมื่อประมาณ 3000 ปีก่อน ใช้เรียกดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ทางทิศตะวันออกของอินเดีย ส่วนหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้มีกรุงเทพฯ ที่ยังนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ทะเล ซึ่งการศึกษาโครงกระดูก หลุมฝังศพ และอารยธรรมที่ฝังอยู่ใต้ดินทำให้รู้จักดินแดนแห่งนี้มากขึ้น

ห้องสุวรรณภูมิ

เป็นห้องที่ทำให้รู้จัก “สุวรรณภูมิ” ดินแดนแห่งความมั่งคั่งผ่านผู้คน การเกษตร การค้า การสร้างเมือง เทคโนโลยีแห่งโลหะ และความเชื่อ (ผี-พราหมณ์-พุทธ) ซึ่งจะทำให้รู้ว่าสุวรรณภูมิ คือ รากหง้าของประเทศไทย

ห้องกำเนิดสยามประเทศ

กรุงศรีอยุธยา ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีรากฐานจากบ้านเมืองขนาดใหญ่ในอดีต และไม่ได้เกิดขึ้นจากความเสื่อมสลายไปของรัฐสุโขทัย แต่หลักฐานทางโบราณคดีชี้ชัดว่า บริเวณนี้มีความรุ่งเรืองก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนา “ขึ้นใหม่” ในปีพุทธศักราช ๑๘๙๓
นานาแว่นแคว้น
ก่อนกำเนิดสยามประเทศ

ชุมชนในสุวรรณภูมิค่อยๆ เติบโตขึ้นจากบ้านสู่เมือง จากเมืองเป็นนครรัฐใหญ่น้อยกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งบริเวณชายฝั่งทะเล และที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่

แต่หลังพุทธศักราช ๑๕๐๐ เป็นต้นมา จีนสามารถเดินเรือออกสู่ทะเลใหญ่ ทำการค้าขายโดยตรงกับดินแดนไกลโพ้น ส่งผลให้บางนครรัฐในสุวรรณภูมิที่เคยมั่งคั่งรุ่งเรืองมาแต่เดิม ถึงคราวล้าหลังเสื่อมโทรมลงเนื่องจากทำเลอยู่ห่างไกลทะเล ส่วนเมืองท่าที่มีโอกาสติดต่อค้าขายกับจีน ก็เติบโตขึ้นแทนที่
จากละโว้ – สุพรรณภูมิ
สู่ กรุงศรีอยุธยา

ราวพุทธศักราช ๑๗๐๐ เกิดศูนย์อำนาจที่รวมตัวกันขึ้นด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มละโว้ ในลุ่มน้ำลพบุรี – ป่าสัก ซึ่งภายหลังได้ย้ายศูนย์กลางมาอยู่ที่ “อโยธยาศรีรามเทพนคร” มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยาปัจจุบัน และกลุ่มสุพรรณภูมิ มีชื่อ ปรากฏในเอกสารจีนว่า “เสียม” หมายถึง “สยาม” มีอำนาจอยู่ในลุ่มน้ำท่าจีน – แม่กลอง
ต่อมากลุ่มละโว้ ได้สร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มสุพรรณภูมิ จึงได้รวมตัวกันและพัฒนามาเป็น “กรุงศรีอยุธยา” โดยย้ายศูนย์กลางการปกครองมาที่บริเวณเกาะเมืองอยุธยาปัจจุบัน ศูนย์อำนาจแห่งนี้มีบทบาทในการรวบรวมรัฐใหญ่น้อยทั่วดินแดน “ขวานทอง” ในเวลาต่อมา
ในยุคเดียวกันยังมีรัฐขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกทั่วแผ่นดินสุวรรณภูมิ เช่น รัฐสุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง ศรีโคตรบูร นครศรีธรรมราช ปัตตานี
จากกรุงศรีอยุธยา
สู่ สยามประเทศ

ปฐมกาลแห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เกิดจากการผนึกกำลังของกลุ่มละโว้–อโยธยากับกลุ่มสุพรรณภูมิ ผ่านการอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง แห่งละโว้-อโยธยา กับพระราชธิดาแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ
เมื่อพระเจ้าอู่ทอง เสด็จสวรรคต สมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรส เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ แต่ถูกพระปิตุลาฝ่ายพระราชมารดา คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๑ หรือขุนหลวงพะงั่ว แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ชิงพระราชบัลลังก์ สมเด็จพระราเมศวรต้องเสด็จกลับไปอยู่เมืองลพบุรี กรุงศรีอยุธยาจึงตกอยู่ในอำนาจของราชวงศ์สุพรรณภูมิ

ต่อมาขุนหลวงพะงั่ว เสด็จสวรรคต เจ้าทองลั่นราชโอรสเสด็จขึ้นสืบราชสมบัติได้เพียง ๗ วัน สมเด็จพระราเมศวรก็กรีฑาทัพลงมาจากเมืองลพบุรีเข้ายึดอำนาจ นำอยุธยากลับคืนสู่ราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง
ฝ่ายสุพรรณภูมิ เมื่อเสียราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาไป ก็ซุ่มเงียบรอโอกาสเหมาะอยู่ในที่มั่นเมืองสุพรรณ ในเวลาเดียวกันก็ไม่ละทิ้งโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งและมั่นคง ด้วยการติดต่อค้าขายสร้างความสัมพันธ์กับราชสำนักจีน และความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐสุโขทัย
ในที่สุดสมเด็จพระนครอินทร์แห่งสุพรรณภูมิ ก็ชิงราชสมบัติจากราชวงศ์อู่ทอง นำกรุงศรีอยุธยากลับสู่ราชวงศ์สุพรรณภูมิอีกครั้ง
ภายใต้การนำอันเข้มแข็งของสมเด็จพระนครอินทร์ ไม่นานกลุ่มสุพรรณภูมิมีอำนาจเหนือ อโยธยาศรีรามเทพนคร สุโขทัย นครศรีธรรมราช และรวมตัวเป็น “ราชอาณาจักร” หนึ่งเดียว โดยมี กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เป็นราชธานี ปกครองดินแดนเหนือใต้ที่เรียกว่า สยามประเทศ
ตำนานท้าวอู่ทอง
ปริศนาเร้นลับของปฐมกษัตริย์กับตำนานชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ พระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาในปีพุทธศักราช ๑๘๙๓ แต่พระราชประวัติก่อนหน้านี้ว่าพระองค์ “เป็นใคร? มาจากไหน?” ยังคงเป็นปริศนา
บางตำนานเล่าว่าพระองค์ทรงเป็นชาวจีน บ้างว่าทรงเป็นมอญ เป็นเขมร และก่อนที่จะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยานั้นบางตำนานกล่าวว่าทรงเสด็จลี้ภัยมาจากเมืองจีน บ้างก็ว่ามาจากเมืองอู่ทองในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งตำนานที่กล่าวถึงการเสด็จมาจากเมืองเชียงแสน ลพบุรี และเพชรบุรี
เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริงใน “ตำนานท้าวอู่ทอง” แต่ถ้าพิจารณาความนัย ก็จะเห็นภาพสะท้อนของสังคมบ้านเมืองในยุคนั้น ทั้งแนวความคิดเรื่องการก่อร่างสร้างเมืองแต่ครั้งโบราณ การอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชน การผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และภาพการติดต่อสัมพันธ์กันเมืองต่างๆ ในภูมิภาค

ห้องสยามประเทศ

นารายณ์อวตารสู่แดนชน

กระบวนพยุหยาตราชลมารค ที่งดงาม ยิ่งใหญ่ และศักดิ์สิทธิ์ คือนิมิตปรากฏของ พระนารายณ์ และเหล่าทวยเทพสู่โลกมนุษย์ พระราชสัญลักษณ์แห่งสมมุติเทวราชของกรุงศรีอยุธยา
อลังการกรุงศรี
กรุงศรีอยุธยา เมืองหลวงของราชอาณาจักรในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด มีกำแพงเมืองและป้อมปราการยาวกว่า ๑๒ กิโลเมตร ป้อมปืน ๒๒ ป้อม ประตูเมือง ๙๙ ประตู มีถนนหนทางและคลองเชื่อมเป็นเครือข่ายคมนาคมถึงกันทั่วทั้งเมือง ทัศนียภาพของตัวเมืองงดงามอร่ามเรืองด้วยเจดีย์วัดวาอารามมากกว่า ๓๐๐ แห่ง
ชีวิตประจำวันคึกคักขวักไขว่ด้วยผู้คนพลเมืองชาวสยาม และชาวต่างชาติ เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ในกำแพงเมืองมีทั้งตลาดบกและตลาดน้ำมากกว่า ๓๐ แห่ง
ผู้ได้พบเห็นถึงกับบันทึกไว้ว่า ไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ใดในแถบนี้ของโลก ที่จะมีเมืองหลวงใหญ่โตมโหฬารวิจิตรพิสดาร และสมบูรณ์พูนสุขทัดเทียมเมืองหลวงของราชอาณาจักรนี้
พระราชวัง
เพชรน้ำเอกแห่งกรุงศรี

ในฐานะที่ประทับขององค์สมมุติเทพ พระราชวังจึงเปรียบประดุจเมืองสวรรค์ นอกจากความงดงามอลังการอันน่าอัศจรรย์แล้ว พระที่นั่งต่างๆ ล้วนเกี่ยวโยงกับเมืองสวรรค์ทั้งสิ้น
หมู่พระที่นั่งองค์สำคัญ ที่งดงามเป็นพิเศษ อยู่ในส่วนพระราชฐานชั้นกลาง มีนามคล้องจองกันคือ วิหารสมเด็จ สรรเพชญ์มหาปราสาท สุริยาสน์อมรินทร์ เป็นพระที่นั่งมีเรือนยอด หลังคาดีบุกปิดทอง ภายในพระที่นั่งแต่ละองค์ล้วนประดับประดาด้วยสิ่งของอันวิเศษทั้งสิ้น
วัด
ศูนย์รวมแห่งศรัทธาและศิลปวิทยาการ

พระภิกษุสงฆ์ได้รับความเคารพนับถือทั้งในฐานะผู้สืบทอดจรรโลงพระพุทธศาสนา และผู้ทรงคุณความรู้นานาประการ วัดจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจและสรรพวิชา ทั้งความรู้พื้นฐานอ่านเขียน และความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ แพทยศาสตร์ แม้กระทั่งไสยศาสตร์สักเสกเลขยันต์ และคาถาอาคม
จำนวนวัดในกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้สะท้อนเพียงแรงศรัทธาของชาวสยามเท่านั้น หากยังบ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ภูมิปัญญา และสุนทรียภาพของผู้คนในสมัยนั้นด้วย
เชิงช่าง ชาวกรุงศรี
ชาวสยามทุกคนเกิดมาเป็นช่าง ไม่ว่าหญิงชาย ทุกสิ่งสรรพนับจากของใช้เล็กๆ น้อยๆ ในครัวเรือน ไปจนถึงงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ล้วนสะท้อนความเป็นคนช่างประดิษฐ์ประดอยไปเสียทั้งสิ้น
ฝรั่งต่างชาติมักกล่าวถึงช่างกรุงศรีว่า เป็นนักลอกเลียนแบบชั้นเอกอุ ซึ่งมีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย หากแต่ช่างกรุงศรีรู้จักดัดแปลง เพิ่มเติม ผสมผสาน ระหว่างต้นแบบพื้นบ้านพื้นเมือง กับศิลปะจากเขมร จีน ยุโรป อินเดีย เปอร์เซีย และอื่นๆ จนได้รูปแบบเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์เชิงช่างชาวกรุงศรีที่โดดเด่นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของ “ภูมิปัญญาไทย” คือการเลือกรับ ปรับ ใช้ และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมโดยไม่หยุดนิ่งตายตัว การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนราชธานีกรุงศรีอยุธยาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ยุคทองแห่งวรรณศิลป์
ชาวสยามมีอารมณ์ศิลปิน เจ้าบทเจ้ากลอน ชอบร้องรำทำเพลงอยู่ในสายเลือด บ้างก็ฝากฝีไม้ลายมือไว้ถึงระดับรัตนกวีแห่งกรุงศรีอยุธยา น่าเสียดายต้นฉบับวรรณกรรมจำนวนมากสูญหาย และถูกเผาทำลายไปเมื่อตอนเสียกรุง แต่เฉพาะส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้ชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ว่า กรุงศรีอยุธยาคือยุคทองแห่งวรรณศิลป์
ยุทธศาสตร์เมืองน้ำ

ชัยภูมิของกรุงศรีอยุธยามีลักษณะเป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ๓ สาย ข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ และรัฐศาสตร์คือ ขีดความสามารถในการควบคุมเส้นทางการคมนาคม และแหล่งทรัพยากรสำคัญ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลาง

เกาะเมืองยังทำหน้าที่เป็นปราการป้องกันการโจมตีพระนครโดยศัตรูจากภายนอก ยิ่งกว่านั้นกรุงศรีอยุธยายังอาศัยข้อได้เปรียบจากการเป็นเมืองในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมพื้นที่นอกกรุงจนข้าศึกต้องถอยทัพกลับไป ยุทธวิธีนี้ถูกใช้เกือบทุกครั้งที่มีศึกประชิดพระนคร แต่สุดท้ายกลศึกนี้ก็ถูกแก้ได้ จนกรุงศรีอยุธยาต้องถึงกาลอวสานในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐
ค้าขายกับสายน้ำ

กรุงศรีอยุธยา เป็นจุดบรรจบของสายน้ำสำคัญ ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ มีสินค้าเกษตรหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ
ด้านการค้ากับต่างแดน กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าสำคัญของระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออก พ่อค้าจากแดนไกล นิยมเข้ามาตั้งตัวแทนทางการค้า และใช้อยุธยาเป็น “คนกลาง” ในการซื้อขายสินค้ากัน
กินอยู่ ค้าขาย กับสายน้ำ

รอบเกาะกรุงศรีอยุธยามีเรือนแพเป็นที่พักอาศัยและค้าขายประมาณ ๒๐,๐๐๐ หลัง ชาวกรุงศรีส่วนใหญ่อาศัยกินนอน ค้าขาย อยู่กับสายน้ำ

ไม่เฉพาะแต่เรือนแพ ที่เรียงรายรอบกรุงเท่านั้น บ้าน เรือน วัด วัง ต่างตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองเป็นส่วนใหญ่ เพื่อใช้ประโยชน์จากสายน้ำ ทั้งกิน อาบ หาอาหาร เดินทาง และการเกษตร
วิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างแนบแน่น ทำให้มีประเพณีพิธีกรรมที่แสดงความเคารพต่อสายน้ำในฐานะต้นธารแห่งชีวิต ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน
อยู่กับน้ำ ต้องเสียค่าน้ำ
อาหารหลักของชาวกรุงศรีอยุธยาคือข้าวกับปลา ทุกบ้านเรือนต้องมีเครื่องมือจับสัตว์น้ำติดบ้าน ตลาดสดแทบทุกแห่ง มีปลาสดขายตลอดปี
ราชการจึงหาช่องทางทำรายได้เข้ารัฐด้วยการเปิดประมูล “ค่าน้ำ” เป็นรายปี ผู้ประมูลได้จะรั้งตำแหน่ง นายอากรค่าน้ำ มีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม “เครื่องมือจับสัตว์น้ำ” จากราษฎร ตามอัตราที่รัฐกำหนด
เหนือ ใต้ ออก ตก
ใครๆ ก็มาค้าขาย ในกรุงศรีอยุธยา

กรุงศรีอยุธยาเป็นตลาดกลางสำหรับเมืองอื่นๆ ในราชอาณาจักร เช่นหัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้แก่วิเศษไชยชาญ, ลพบุรี, เมืองอินทร์, เมืองพรหม, เมืองสิงห์, เมืองสรรค์, เมืองสุพรรณ, ข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้จะบรรทุกใส่เรือมาขายให้โรงสีข้าว และโรงเหล้า เมืองพิษณุโลก ก็ส่งอ้อย ยาสูบ มาขาย

จากหัวเมืองริมทะเลมีชาวมอญ นำมะพร้าว ไม้แสม เกลือ ใส่เรือมาจอดขาย

หัวเมืองตะวันออกมีพ่อค้าเกวียนเมืองโคราช นำขี้ผึ้ง เนื้อเค็ม มาขายเป็นฤดู
ชาวใต้ ชาวทะเล นำสินค้าอาหารทะเลกุ้ง หอย ปู ปลา ผ้าพิมพ์ ใส่เรือมาขาย ชาวเมืองเพชรบุรี นำน้ำปลา ปูเค็ม ปลาแห้ง ใส่เรือมาขายเช่นกัน
ตลาดโลกในกรุงศรีอยุธยา
กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าสำคัญ เรือสินค้านานาชาติต่างนำสินค้าแปลกตาสารพันมาขาย และซื้อสินค้าพื้นเมืองกลับไป บางครั้งพ่อค้าชาวกรุงศรีก็รับหน้าที่เป็น “คนกลาง” นำสินค้าจากโลกตะวันตกไปขายยังประเทศที่ไม่ต้องการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกโดยตรงเช่น ญี่ปุ่น
สินค้าแขก พ่อค้าอินเดียและเปอร์เซีย จะแล่น “เรือสลุบแขกเสาเดียว” ถึงเมืองท่าสยามในช่วงเดือนตุลาคม โดยเทียบท่าด้านมหาสมุทรอินเดีย ตั้งแต่ มะริด ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช จนถึงเมืองตรัง แล้วจ้างคนแบกสินค้าผ่านช่องเขาด้านกุยบุรี เพื่อนำสินค้าลงเรือเลียบฝั่งเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทอดหนึ่ง
สินค้าส่วนใหญ่เป็นผ้าชนิดต่างๆ ส่วนขากลับก็จะนำสินค้าจากกรุงศรีอยุธยาไปขายโดยเฉพาะ เครื่องเทศ ของป่า เขาสัตว์ และช้าง

สินค้าจีน ฤดูเดินเรือในทะเลจีนใต้ แตกต่างกับทางด้านมหาสมุทรอินเดีย “เรือสำเภาสองเสา” จากจีนสามารถเข้าถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรงก่อนสิ้นเดือนเมษายน แต่บางครั้งพ่อค้าจีนก็แวะขายสินค้าตามเมืองใหญ่ๆ ไล่ขึ้นมาจากทางใต้ก่อนมาถึงกรุงศรีอยุธยา เช่นเมืองปัตตานี นครศรีธรรมราช สินค้าจีนยอดนิยมในกรุงศรีคือ เครื่องถ้วย ผ้าแพร ใบชา ส่วนขากลับพ่อค้าจีนมักจะซื้อ พริกไทย ไม้ฝาง ไม้กฤษณา ติดเรือกลับไปขาย

สินค้าญี่ปุ่น เป็นจำพวกทองแดงแท่ง เครื่องตกแต่ง ไหมดิบ ส่วนสินค้าส่งออกคือ หนังกวาง หนังปลากระเบน หนังวัว น้ำตาล ดีบุก ไม้ฝาง และรัก

สินค้าฝรั่ง เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรูหรา อาวุธ สุรา ส่วนสินค้าที่ฝรั่งต้องการคือ ข้าว เครื่องเทศ ไม้สัก ของป่า

ความรุ่งเรืองของการค้าทางทะเล ทำให้นครรัฐที่เป็นเมืองท่าเช่น กรุงศรีอยุธยา ปัตตานี พุกาม เติบโตขึ้น ส่วนนครรัฐที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินอย่าง สุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง ค่อยๆ ลดอำนาจและความสำคัญลง
เมืองท่าค้าขาย ใครรวยที่สุด?

ระบบพระคลังสินค้าทำให้พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนพ่อค้ารายใหญ่ที่สุดในกรุงศรีอยุธยา ถึงกับมีคำกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่สามัญชนจะกลายเป็นเศรษฐีด้วยการทำมาค้าขาย

ทั้งนี้เพราะพระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดสินค้า “ขายดี” ทั้งหมด เมื่อมีเรือสินค้าเข้ามา ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร รัฐบาลมีสิทธิ “เลือกก่อน” โดยเฉพาะสินค้า ”ต้องห้าม” และ “ยอดนิยม” ก่อนที่พ่อค้าจะสามารถนำสินค้าที่เหลือไปขายได้
บางครั้งที่ สินค้าที่พระคลังสินค้าสั่งซื้อเพื่อขายแก่ราษฎรเกิดค้างสต็อก เช่นผ้าทอ ทางราชการต้องออกประกาศ ให้เด็กๆ นุ่งห่มผ้าก็มี
การค้าแบบผูกขาดนี้เองทำให้รัฐมีกำไรมหาศาล สามารถบริหารปกครองราชอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรือง เข้มแข็ง และมั่นคงที่สุดยุคหนึ่ง
สหประชาชาติในกรุงศรี

การเป็นเมืองท่าสำคัญทำให้กรุงศรีอยุธยามีคนต่างชาติต่างภาษามาอาศัยอยู่ถึง ๔๐ ชนชาติ เช่น ลาว มอญ จีน เขมร ญวน พม่า อินเดีย เปอร์เซีย ฝรั่ง ญี่ปุ่น มลายู มัวร์ และชนกลุ่มน้อยต่างๆ
ชาวต่างชาติแต่ละกลุ่มจะมีถิ่นที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นย่าน และประกอบอาชีพแตกต่างกันไปตามแต่ความถนัด ทั้งค้าขาย หรือรับราชการ
ชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม
คลุกเคล้าเป็นสยามประเทศ
ความหลากหลายทางเชื้อชาติในกรุงศรีอยุธยา ส่งผลให้เกิดการหยิบยืมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ผสมผสานจนกลายเป็น “เอกลักษณ์” ของสยามประเทศ นั่นคือ งดงามด้วยความหลากหลายและลงตัว

ห้องกรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา

เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์จึงทรงย้ายราชธานีมาทางฝั่งตะวันออก เพราะทรงต้องการสถาปนาราชธานีใหม่ให้เหมือนพระนครศรีอยุธยา ดังเห็นได้จากการสร้างพระบรมหาราชวังเป็นแบบเดียวกัน มีพระมหาปราสาทเป็นที่ออกว่าราชการและเป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญของราชอาณาจักร รวมทั้งเป็นที่รับราชทูตและแขกเมือง และมีพระราชฐานชั้นในตามกฎมณเฑียรบาลครั้งพระนครศรีอยุธยา มีวัดพระแก้วภายในกำแพงพระบรมหาราชวังเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตอันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่พระนคร เช่นเดียวกับพระศรีสรรเพชญ์ดาญาณของอยุธยา
การขนานนามพระนครว่า กรุงรัตนโกสินทร์ที่แปลว่า แก้วของพระอินทร์ นั้น หมายถึงพระพุทธมหาปฏิมากรองค์นี้ เพราะพระวรกายของพระอินทร์ผู้เป็นราชาแห่งทวยเทพทั้งปวงในคติพุทธเถรวาทเป็นสีเขียวมรกต
การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ให้เป็นกรุงเทพทวารวดีอันหมายถึงพระนครที่มีลำน้ำล้อมรอบเช่นเดียวกับพระนครศรีอยุธยา ด้วยการขุดคลองเมือง คือคลองโอ่งอ่างหรือคลองบางลำพูล้อมรอบพระนครที่บรรดาเรือค้าขายและเรือพายของประชาชนสัญจรไปมาได้ อีกทั้งมีชานกำแพงพระนครให้มีท่าเรือจอด ที่ขนส่งสินค้าและเป็นแหล่งที่พักอาศัยของผู้คน คูเมืองธนบุรีเดิมก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นคลองชั้นในที่กันพระบรมหาราชวัง พระบวรราชวัง วัดสำคัญ และสถานที่ราชการ รวมทั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของราชอาณาจักรออกจากที่อยู่อาศัยของคนทั่วไป ภายในเมืองมีการขุดคลองเชื่อมต่อกับคลองเมือง ให้เป็นทางคมนาคมภายในและเป็นที่ระบายน้ำและของสกปรก รวมทั้งการขุดคลองรอบเมืองออกไปเพื่อทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนตามสองฝั่งริมน้ำที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองเวนิสตะวันออกเช่นเดียวกับพระนครศรีอยุธยา
ในการตั้งกรุงใหม่นั้น กำลังคนก็เป็นเรื่องสำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่นที่มีความมั่นคงทางการเมือง ผู้คนที่เข้าสู่กรุงใหม่เป็นคนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนา มีทั้งคนลาว คนมอญ คนเขมร คนจีน คนญวน คนพม่า คนมลายู และคนฝรั่ง พระมหากษัตริย์สยามดำรงตำแหน่งองค์อัครศาสนูปถัมภกที่ให้ที่ตั้งถิ่นฐาน ที่ทำกิน และที่สร้างวัดและโบสถ์แก่คนกลุ่มต่างๆ ทั่วไปอย่างเสมอภาค กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นนครนานาชาติที่มีชุมชนของผู้คนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาอยู่ด้วยกันในรัฐเดียวกัน ภายใต้ระบบศักดินาหรือระบบราชการที่สืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นนครที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นคนต่างชาติและต่างศาสนาเข้ามารับราชการเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลให้เป็นขุนนาง มียศถาบรรดาศักดิ์สืบกันเป็นเหล่าเป็นตระกูลนานาในบ้านเมือง

ห้องแปลงโฉมสยามประเทศ

สยามใหม่
ใต้เงาตะวันตก

สมัยรัชกาลที่ ๔ ลัทธิล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกเริ่มลุกลามมาถึงสยาม อังกฤษได้ครอบครองดินแดนตะวันตกและใต้ของสยาม คืออินเดีย พม่า มลายู ทั้งยังเป็นฝ่ายชนะในสงครามฝิ่นกับจีน มหาอำนาจที่สยามเคารพยำเกรงเสมอมา ในช่วงเวลาเดียวกัน ฝ่ายฝรั่งเศสได้ยึดครองเวียดนามใต้ กับกัมพูชา และพยายามรุกคืบขยายอิทธิพลต่อไป เมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ สยามจึงตกอยู่ในห้วงอันตรายอย่างเห็นได้ชัด
สองมหาอำนาจตะวันตกเริ่มต้นการแข่งขันในภูมิภาคนี้โดยมุ่งหวังจะเปิดเส้นทางการค้าจากเมืองท่าชายฝั่งทะเลเข้าสู่ “ประตูหลัง” ของจีนเป็นอันดับแรก แต่เมื่อพบว่า “กำลังซื้อ” ในจีนมิได้มีมากอย่างที่คิด ทั้งยังมีอุปสรรคทางภูมิศาสตร์มากมาย จึงหันมาให้ความสนใจต่อดินแดนและทรัพยากรที่ได้พบเห็นระหว่างการสำรวจเส้นทาง
ข้ออ้างประการหนึ่งของนักล่าอาณานิคมก็คือ น่าเสียดายที่แผ่นดินและทรัพยากรอันมีค่า ต้องตกอยู่ในการครอบครองของกลุ่มชนป่าเถื่อนล้าหลัง ชาติตะวันตกจึงต้องรับภารกิจในการนำแสงสว่างแห่งอารยธรรมมาสู่ชนป่าเถื่อนเหล่านี้ ด้วยการยึดครองแล้วจัดระบบบริหารปกครองเสียใหม่
เพื่อรับมือกับข้ออ้างและการรุกรานของชาติตะวันตก ถึงเวลาแล้วที่สยามต้องปรับตัวเข้าสู่ “โลกใหม่” และรับรู้ว่า ความยิ่งใหญ่ที่เคยมีในภูมิภาคนี้กำลังสั่นคลอน
บอกลาสายน้ำและความแช่มช้า สู่โลกใหม่ ในแผ่นดินเดิม
เมื่อสยามปรับตัวเข้าหา “โลกตะวันตก” ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ขึ้นในสังคมอย่างไม่ขาดสาย “ตะวันตก”และ “วิทยาศาสตร์” เริ่มให้คำตอบใหม่แก่สังคมสยาม

หลายสิ่งหลายอย่างถึงจุดอวสาน สงครามกับเพื่อนบ้านหายไปอย่างสิ้นเชิง ชีวิตริมน้ำเริ่มเคลื่อนย้ายขึ้นสู่แผ่นดิน ถนนมีความสำคัญมากกว่าลำน้ำ รถม้าและรถยนต์เริ่มมีบทบาทแทนที่เรือ เรือใบถูกแทนที่ด้วยเรือกลไฟ

กลุ่มชนชั้นนำในสยามได้ประจักษ์แล้วว่าฝรั่งรบเก่งกว่าพม่าและจีน วิทยาศาสตร์ให้คำตอบได้มากกว่าศาสนา ข่าวสาร หนังสือพิมพ์ช่วยเปิดความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก
นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในประเทศสยาม
สยามศิวิไลซ์
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ กระแสนิยมตะวันตก ได้เข้าครอบงำชนชั้นนำของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการเมืองการปกครอง วิธีคิด วิทยาการความรู้ ไปจนถึงรสนิยมทางศิลปะ สถาปัตยกรรม การแต่งกาย อาหารการกิน มาตรฐานแสดงความสูงส่งต่างๆ ถูกกำหนดด้วยแบบแผนและวัตถุจากโลกตะวันตกทั้งสิ้น
คำว่า “เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศ” ที่เริ่มใช้กันในยุคนั้น บ่งบอกทิศทางแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแจ่มชัด

ห้องตึกเก่าเล่าเรื่อง

จัดแสดงความเป็นมาของการจัดตั้งสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ และพัฒนาการของพื้นที่ในบริเวณนี้ รวมทั้งอาคารนิทรรศการ ขณะบูรณะ “อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์เก่า (เดิม)” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 6 เพื่อเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการ ได้มีการค้นพบองค์ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมของสถาปนิกชาวอิตาเลียน และช่างในสมัยก่อน ที่สำคัญพื้นที่กระทรวงพาณิชย์เดิม ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ นำไปสู่การค้นพบรากฐานของวังในสมัยรัชการที่ ๓ และรัชกาลที่ ๕ รวมถึงหลักฐานต่างๆที่ขุดค้นพบ

กรอบรูป

ของที่ระลึกจากงาน Night at the Museum ครั้งที่ 9 ตอน สามเกลอ (พล-นิกร-กิมหงวน) เจอ 3 ย่าน (สามยอด-วังบูรพา-พาหุรัด)
มี 2 รูปแบบ คือ

  1. กรอบรูปแบบแนวตั้ง
  2. กรอบรูปแบบแนวนอน

เกม

เกมโมเดลกระดาษ มี 4 รูปแบบ คือ

  1. รูปรองเท้าส้นสูงสีม่วง
  2. รูปรองเท้าส้นสูงสีแดง
  3. รองเท้าผ้าใบสีน้ำตาล
  4. รองเท้าผ้าใบสีน้ำเงิน
    จากงาน Night at the Museum ครั้งที่ 9 วันที่ 20 - 22 ธันวาคม 2562 เวลา 16.00 - 22.00 น.
Results 1 to 20 of 24