Identity area
Reference code
Title
Date(s)
Level of description
Sub-file
Extent and medium
Context area
Name of creator
Repository
Archival history
Immediate source of acquisition or transfer
Content and structure area
Scope and content
นารายณ์อวตารสู่แดนชน
กระบวนพยุหยาตราชลมารค ที่งดงาม ยิ่งใหญ่ และศักดิ์สิทธิ์ คือนิมิตปรากฏของ พระนารายณ์ และเหล่าทวยเทพสู่โลกมนุษย์ พระราชสัญลักษณ์แห่งสมมุติเทวราชของกรุงศรีอยุธยา
อลังการกรุงศรี
กรุงศรีอยุธยา เมืองหลวงของราชอาณาจักรในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุด มีกำแพงเมืองและป้อมปราการยาวกว่า ๑๒ กิโลเมตร ป้อมปืน ๒๒ ป้อม ประตูเมือง ๙๙ ประตู มีถนนหนทางและคลองเชื่อมเป็นเครือข่ายคมนาคมถึงกันทั่วทั้งเมือง ทัศนียภาพของตัวเมืองงดงามอร่ามเรืองด้วยเจดีย์วัดวาอารามมากกว่า ๓๐๐ แห่ง
ชีวิตประจำวันคึกคักขวักไขว่ด้วยผู้คนพลเมืองชาวสยาม และชาวต่างชาติ เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ในกำแพงเมืองมีทั้งตลาดบกและตลาดน้ำมากกว่า ๓๐ แห่ง
ผู้ได้พบเห็นถึงกับบันทึกไว้ว่า ไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ใดในแถบนี้ของโลก ที่จะมีเมืองหลวงใหญ่โตมโหฬารวิจิตรพิสดาร และสมบูรณ์พูนสุขทัดเทียมเมืองหลวงของราชอาณาจักรนี้
พระราชวัง
เพชรน้ำเอกแห่งกรุงศรี
ในฐานะที่ประทับขององค์สมมุติเทพ พระราชวังจึงเปรียบประดุจเมืองสวรรค์ นอกจากความงดงามอลังการอันน่าอัศจรรย์แล้ว พระที่นั่งต่างๆ ล้วนเกี่ยวโยงกับเมืองสวรรค์ทั้งสิ้น
หมู่พระที่นั่งองค์สำคัญ ที่งดงามเป็นพิเศษ อยู่ในส่วนพระราชฐานชั้นกลาง มีนามคล้องจองกันคือ วิหารสมเด็จ สรรเพชญ์มหาปราสาท สุริยาสน์อมรินทร์ เป็นพระที่นั่งมีเรือนยอด หลังคาดีบุกปิดทอง ภายในพระที่นั่งแต่ละองค์ล้วนประดับประดาด้วยสิ่งของอันวิเศษทั้งสิ้น
วัด
ศูนย์รวมแห่งศรัทธาและศิลปวิทยาการ
พระภิกษุสงฆ์ได้รับความเคารพนับถือทั้งในฐานะผู้สืบทอดจรรโลงพระพุทธศาสนา และผู้ทรงคุณความรู้นานาประการ วัดจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจและสรรพวิชา ทั้งความรู้พื้นฐานอ่านเขียน และความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ แพทยศาสตร์ แม้กระทั่งไสยศาสตร์สักเสกเลขยันต์ และคาถาอาคม
จำนวนวัดในกรุงศรีอยุธยา ไม่ได้สะท้อนเพียงแรงศรัทธาของชาวสยามเท่านั้น หากยังบ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ภูมิปัญญา และสุนทรียภาพของผู้คนในสมัยนั้นด้วย
เชิงช่าง ชาวกรุงศรี
ชาวสยามทุกคนเกิดมาเป็นช่าง ไม่ว่าหญิงชาย ทุกสิ่งสรรพนับจากของใช้เล็กๆ น้อยๆ ในครัวเรือน ไปจนถึงงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ล้วนสะท้อนความเป็นคนช่างประดิษฐ์ประดอยไปเสียทั้งสิ้น
ฝรั่งต่างชาติมักกล่าวถึงช่างกรุงศรีว่า เป็นนักลอกเลียนแบบชั้นเอกอุ ซึ่งมีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย หากแต่ช่างกรุงศรีรู้จักดัดแปลง เพิ่มเติม ผสมผสาน ระหว่างต้นแบบพื้นบ้านพื้นเมือง กับศิลปะจากเขมร จีน ยุโรป อินเดีย เปอร์เซีย และอื่นๆ จนได้รูปแบบเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์เชิงช่างชาวกรุงศรีที่โดดเด่นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของ “ภูมิปัญญาไทย” คือการเลือกรับ ปรับ ใช้ และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมโดยไม่หยุดนิ่งตายตัว การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนราชธานีกรุงศรีอยุธยาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ยุคทองแห่งวรรณศิลป์
ชาวสยามมีอารมณ์ศิลปิน เจ้าบทเจ้ากลอน ชอบร้องรำทำเพลงอยู่ในสายเลือด บ้างก็ฝากฝีไม้ลายมือไว้ถึงระดับรัตนกวีแห่งกรุงศรีอยุธยา น่าเสียดายต้นฉบับวรรณกรรมจำนวนมากสูญหาย และถูกเผาทำลายไปเมื่อตอนเสียกรุง แต่เฉพาะส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้ชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ว่า กรุงศรีอยุธยาคือยุคทองแห่งวรรณศิลป์
ยุทธศาสตร์เมืองน้ำ
ชัยภูมิของกรุงศรีอยุธยามีลักษณะเป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ๓ สาย ข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ และรัฐศาสตร์คือ ขีดความสามารถในการควบคุมเส้นทางการคมนาคม และแหล่งทรัพยากรสำคัญ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลาง
เกาะเมืองยังทำหน้าที่เป็นปราการป้องกันการโจมตีพระนครโดยศัตรูจากภายนอก ยิ่งกว่านั้นกรุงศรีอยุธยายังอาศัยข้อได้เปรียบจากการเป็นเมืองในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมพื้นที่นอกกรุงจนข้าศึกต้องถอยทัพกลับไป ยุทธวิธีนี้ถูกใช้เกือบทุกครั้งที่มีศึกประชิดพระนคร แต่สุดท้ายกลศึกนี้ก็ถูกแก้ได้ จนกรุงศรีอยุธยาต้องถึงกาลอวสานในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐
ค้าขายกับสายน้ำ
กรุงศรีอยุธยา เป็นจุดบรรจบของสายน้ำสำคัญ ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ มีสินค้าเกษตรหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ
ด้านการค้ากับต่างแดน กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าสำคัญของระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออก พ่อค้าจากแดนไกล นิยมเข้ามาตั้งตัวแทนทางการค้า และใช้อยุธยาเป็น “คนกลาง” ในการซื้อขายสินค้ากัน
กินอยู่ ค้าขาย กับสายน้ำ
รอบเกาะกรุงศรีอยุธยามีเรือนแพเป็นที่พักอาศัยและค้าขายประมาณ ๒๐,๐๐๐ หลัง ชาวกรุงศรีส่วนใหญ่อาศัยกินนอน ค้าขาย อยู่กับสายน้ำ
ไม่เฉพาะแต่เรือนแพ ที่เรียงรายรอบกรุงเท่านั้น บ้าน เรือน วัด วัง ต่างตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองเป็นส่วนใหญ่ เพื่อใช้ประโยชน์จากสายน้ำ ทั้งกิน อาบ หาอาหาร เดินทาง และการเกษตร
วิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำอย่างแนบแน่น ทำให้มีประเพณีพิธีกรรมที่แสดงความเคารพต่อสายน้ำในฐานะต้นธารแห่งชีวิต ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน
อยู่กับน้ำ ต้องเสียค่าน้ำ
อาหารหลักของชาวกรุงศรีอยุธยาคือข้าวกับปลา ทุกบ้านเรือนต้องมีเครื่องมือจับสัตว์น้ำติดบ้าน ตลาดสดแทบทุกแห่ง มีปลาสดขายตลอดปี
ราชการจึงหาช่องทางทำรายได้เข้ารัฐด้วยการเปิดประมูล “ค่าน้ำ” เป็นรายปี ผู้ประมูลได้จะรั้งตำแหน่ง นายอากรค่าน้ำ มีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม “เครื่องมือจับสัตว์น้ำ” จากราษฎร ตามอัตราที่รัฐกำหนด
เหนือ ใต้ ออก ตก
ใครๆ ก็มาค้าขาย ในกรุงศรีอยุธยา
กรุงศรีอยุธยาเป็นตลาดกลางสำหรับเมืองอื่นๆ ในราชอาณาจักร เช่นหัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้แก่วิเศษไชยชาญ, ลพบุรี, เมืองอินทร์, เมืองพรหม, เมืองสิงห์, เมืองสรรค์, เมืองสุพรรณ, ข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้จะบรรทุกใส่เรือมาขายให้โรงสีข้าว และโรงเหล้า เมืองพิษณุโลก ก็ส่งอ้อย ยาสูบ มาขาย
จากหัวเมืองริมทะเลมีชาวมอญ นำมะพร้าว ไม้แสม เกลือ ใส่เรือมาจอดขาย
หัวเมืองตะวันออกมีพ่อค้าเกวียนเมืองโคราช นำขี้ผึ้ง เนื้อเค็ม มาขายเป็นฤดู
ชาวใต้ ชาวทะเล นำสินค้าอาหารทะเลกุ้ง หอย ปู ปลา ผ้าพิมพ์ ใส่เรือมาขาย ชาวเมืองเพชรบุรี นำน้ำปลา ปูเค็ม ปลาแห้ง ใส่เรือมาขายเช่นกัน
ตลาดโลกในกรุงศรีอยุธยา
กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าสำคัญ เรือสินค้านานาชาติต่างนำสินค้าแปลกตาสารพันมาขาย และซื้อสินค้าพื้นเมืองกลับไป บางครั้งพ่อค้าชาวกรุงศรีก็รับหน้าที่เป็น “คนกลาง” นำสินค้าจากโลกตะวันตกไปขายยังประเทศที่ไม่ต้องการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกโดยตรงเช่น ญี่ปุ่น
สินค้าแขก พ่อค้าอินเดียและเปอร์เซีย จะแล่น “เรือสลุบแขกเสาเดียว” ถึงเมืองท่าสยามในช่วงเดือนตุลาคม โดยเทียบท่าด้านมหาสมุทรอินเดีย ตั้งแต่ มะริด ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช จนถึงเมืองตรัง แล้วจ้างคนแบกสินค้าผ่านช่องเขาด้านกุยบุรี เพื่อนำสินค้าลงเรือเลียบฝั่งเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทอดหนึ่ง
สินค้าส่วนใหญ่เป็นผ้าชนิดต่างๆ ส่วนขากลับก็จะนำสินค้าจากกรุงศรีอยุธยาไปขายโดยเฉพาะ เครื่องเทศ ของป่า เขาสัตว์ และช้าง
สินค้าจีน ฤดูเดินเรือในทะเลจีนใต้ แตกต่างกับทางด้านมหาสมุทรอินเดีย “เรือสำเภาสองเสา” จากจีนสามารถเข้าถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรงก่อนสิ้นเดือนเมษายน แต่บางครั้งพ่อค้าจีนก็แวะขายสินค้าตามเมืองใหญ่ๆ ไล่ขึ้นมาจากทางใต้ก่อนมาถึงกรุงศรีอยุธยา เช่นเมืองปัตตานี นครศรีธรรมราช สินค้าจีนยอดนิยมในกรุงศรีคือ เครื่องถ้วย ผ้าแพร ใบชา ส่วนขากลับพ่อค้าจีนมักจะซื้อ พริกไทย ไม้ฝาง ไม้กฤษณา ติดเรือกลับไปขาย
สินค้าญี่ปุ่น เป็นจำพวกทองแดงแท่ง เครื่องตกแต่ง ไหมดิบ ส่วนสินค้าส่งออกคือ หนังกวาง หนังปลากระเบน หนังวัว น้ำตาล ดีบุก ไม้ฝาง และรัก
สินค้าฝรั่ง เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรูหรา อาวุธ สุรา ส่วนสินค้าที่ฝรั่งต้องการคือ ข้าว เครื่องเทศ ไม้สัก ของป่า
ความรุ่งเรืองของการค้าทางทะเล ทำให้นครรัฐที่เป็นเมืองท่าเช่น กรุงศรีอยุธยา ปัตตานี พุกาม เติบโตขึ้น ส่วนนครรัฐที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินอย่าง สุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง ค่อยๆ ลดอำนาจและความสำคัญลง
เมืองท่าค้าขาย ใครรวยที่สุด?
ระบบพระคลังสินค้าทำให้พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนพ่อค้ารายใหญ่ที่สุดในกรุงศรีอยุธยา ถึงกับมีคำกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่สามัญชนจะกลายเป็นเศรษฐีด้วยการทำมาค้าขาย
ทั้งนี้เพราะพระคลังสินค้าเป็นผู้ผูกขาดสินค้า “ขายดี” ทั้งหมด เมื่อมีเรือสินค้าเข้ามา ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร รัฐบาลมีสิทธิ “เลือกก่อน” โดยเฉพาะสินค้า ”ต้องห้าม” และ “ยอดนิยม” ก่อนที่พ่อค้าจะสามารถนำสินค้าที่เหลือไปขายได้
บางครั้งที่ สินค้าที่พระคลังสินค้าสั่งซื้อเพื่อขายแก่ราษฎรเกิดค้างสต็อก เช่นผ้าทอ ทางราชการต้องออกประกาศ ให้เด็กๆ นุ่งห่มผ้าก็มี
การค้าแบบผูกขาดนี้เองทำให้รัฐมีกำไรมหาศาล สามารถบริหารปกครองราชอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรือง เข้มแข็ง และมั่นคงที่สุดยุคหนึ่ง
สหประชาชาติในกรุงศรี
การเป็นเมืองท่าสำคัญทำให้กรุงศรีอยุธยามีคนต่างชาติต่างภาษามาอาศัยอยู่ถึง ๔๐ ชนชาติ เช่น ลาว มอญ จีน เขมร ญวน พม่า อินเดีย เปอร์เซีย ฝรั่ง ญี่ปุ่น มลายู มัวร์ และชนกลุ่มน้อยต่างๆ
ชาวต่างชาติแต่ละกลุ่มจะมีถิ่นที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นย่าน และประกอบอาชีพแตกต่างกันไปตามแต่ความถนัด ทั้งค้าขาย หรือรับราชการ
ชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม
คลุกเคล้าเป็นสยามประเทศ
ความหลากหลายทางเชื้อชาติในกรุงศรีอยุธยา ส่งผลให้เกิดการหยิบยืมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ผสมผสานจนกลายเป็น “เอกลักษณ์” ของสยามประเทศ นั่นคือ งดงามด้วยความหลากหลายและลงตัว