Identity area
Reference code
Title
Date(s)
- 11042017 (Creation)
Level of description
Sub-file
Extent and medium
Context area
Name of creator
Repository
Archival history
Immediate source of acquisition or transfer
Content and structure area
Scope and content
กรุงศรีอยุธยา ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีรากฐานจากบ้านเมืองขนาดใหญ่ในอดีต และไม่ได้เกิดขึ้นจากความเสื่อมสลายไปของรัฐสุโขทัย แต่หลักฐานทางโบราณคดีชี้ชัดว่า บริเวณนี้มีความรุ่งเรืองก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนา “ขึ้นใหม่” ในปีพุทธศักราช ๑๘๙๓
นานาแว่นแคว้น
ก่อนกำเนิดสยามประเทศ
ชุมชนในสุวรรณภูมิค่อยๆ เติบโตขึ้นจากบ้านสู่เมือง จากเมืองเป็นนครรัฐใหญ่น้อยกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งบริเวณชายฝั่งทะเล และที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่
แต่หลังพุทธศักราช ๑๕๐๐ เป็นต้นมา จีนสามารถเดินเรือออกสู่ทะเลใหญ่ ทำการค้าขายโดยตรงกับดินแดนไกลโพ้น ส่งผลให้บางนครรัฐในสุวรรณภูมิที่เคยมั่งคั่งรุ่งเรืองมาแต่เดิม ถึงคราวล้าหลังเสื่อมโทรมลงเนื่องจากทำเลอยู่ห่างไกลทะเล ส่วนเมืองท่าที่มีโอกาสติดต่อค้าขายกับจีน ก็เติบโตขึ้นแทนที่
จากละโว้ – สุพรรณภูมิ
สู่ กรุงศรีอยุธยา
ราวพุทธศักราช ๑๗๐๐ เกิดศูนย์อำนาจที่รวมตัวกันขึ้นด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มละโว้ ในลุ่มน้ำลพบุรี – ป่าสัก ซึ่งภายหลังได้ย้ายศูนย์กลางมาอยู่ที่ “อโยธยาศรีรามเทพนคร” มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยาปัจจุบัน และกลุ่มสุพรรณภูมิ มีชื่อ ปรากฏในเอกสารจีนว่า “เสียม” หมายถึง “สยาม” มีอำนาจอยู่ในลุ่มน้ำท่าจีน – แม่กลอง
ต่อมากลุ่มละโว้ ได้สร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มสุพรรณภูมิ จึงได้รวมตัวกันและพัฒนามาเป็น “กรุงศรีอยุธยา” โดยย้ายศูนย์กลางการปกครองมาที่บริเวณเกาะเมืองอยุธยาปัจจุบัน ศูนย์อำนาจแห่งนี้มีบทบาทในการรวบรวมรัฐใหญ่น้อยทั่วดินแดน “ขวานทอง” ในเวลาต่อมา
ในยุคเดียวกันยังมีรัฐขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกทั่วแผ่นดินสุวรรณภูมิ เช่น รัฐสุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง ศรีโคตรบูร นครศรีธรรมราช ปัตตานี
จากกรุงศรีอยุธยา
สู่ สยามประเทศ
ปฐมกาลแห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เกิดจากการผนึกกำลังของกลุ่มละโว้–อโยธยากับกลุ่มสุพรรณภูมิ ผ่านการอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง แห่งละโว้-อโยธยา กับพระราชธิดาแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ
เมื่อพระเจ้าอู่ทอง เสด็จสวรรคต สมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรส เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ แต่ถูกพระปิตุลาฝ่ายพระราชมารดา คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๑ หรือขุนหลวงพะงั่ว แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ชิงพระราชบัลลังก์ สมเด็จพระราเมศวรต้องเสด็จกลับไปอยู่เมืองลพบุรี กรุงศรีอยุธยาจึงตกอยู่ในอำนาจของราชวงศ์สุพรรณภูมิ
ต่อมาขุนหลวงพะงั่ว เสด็จสวรรคต เจ้าทองลั่นราชโอรสเสด็จขึ้นสืบราชสมบัติได้เพียง ๗ วัน สมเด็จพระราเมศวรก็กรีฑาทัพลงมาจากเมืองลพบุรีเข้ายึดอำนาจ นำอยุธยากลับคืนสู่ราชวงศ์อู่ทองอีกครั้ง
ฝ่ายสุพรรณภูมิ เมื่อเสียราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาไป ก็ซุ่มเงียบรอโอกาสเหมาะอยู่ในที่มั่นเมืองสุพรรณ ในเวลาเดียวกันก็ไม่ละทิ้งโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งและมั่นคง ด้วยการติดต่อค้าขายสร้างความสัมพันธ์กับราชสำนักจีน และความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐสุโขทัย
ในที่สุดสมเด็จพระนครอินทร์แห่งสุพรรณภูมิ ก็ชิงราชสมบัติจากราชวงศ์อู่ทอง นำกรุงศรีอยุธยากลับสู่ราชวงศ์สุพรรณภูมิอีกครั้ง
ภายใต้การนำอันเข้มแข็งของสมเด็จพระนครอินทร์ ไม่นานกลุ่มสุพรรณภูมิมีอำนาจเหนือ อโยธยาศรีรามเทพนคร สุโขทัย นครศรีธรรมราช และรวมตัวเป็น “ราชอาณาจักร” หนึ่งเดียว โดยมี กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เป็นราชธานี ปกครองดินแดนเหนือใต้ที่เรียกว่า สยามประเทศ
ตำนานท้าวอู่ทอง
ปริศนาเร้นลับของปฐมกษัตริย์กับตำนานชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ พระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาในปีพุทธศักราช ๑๘๙๓ แต่พระราชประวัติก่อนหน้านี้ว่าพระองค์ “เป็นใคร? มาจากไหน?” ยังคงเป็นปริศนา
บางตำนานเล่าว่าพระองค์ทรงเป็นชาวจีน บ้างว่าทรงเป็นมอญ เป็นเขมร และก่อนที่จะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยานั้นบางตำนานกล่าวว่าทรงเสด็จลี้ภัยมาจากเมืองจีน บ้างก็ว่ามาจากเมืองอู่ทองในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งตำนานที่กล่าวถึงการเสด็จมาจากเมืองเชียงแสน ลพบุรี และเพชรบุรี
เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริงใน “ตำนานท้าวอู่ทอง” แต่ถ้าพิจารณาความนัย ก็จะเห็นภาพสะท้อนของสังคมบ้านเมืองในยุคนั้น ทั้งแนวความคิดเรื่องการก่อร่างสร้างเมืองแต่ครั้งโบราณ การอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชน การผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และภาพการติดต่อสัมพันธ์กันเมืองต่างๆ ในภูมิภาค